กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยแผนการขับเคลื่อนมุ่งยกระดับไทยสู่ดิจิทัลฮับแห่งอาเซียน พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ในเวทีสัมมนาและจัดแสดงนวัตกรรมระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย MWC Shanghai 2021
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เน้นย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ภายในงาน MWC Shanghai 2021 (Mobile World Congress Shanghai 2021) ซึ่งเป็นงานสัมมนาและจัดแสดงนวัตกรรมในระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มุ่งผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน โดยใช้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ร่วมกับการสร้างร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงพาร์ทเนอร์ในด้านต่าง ๆ เพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้าน 5G และนวัตกรรมโครงข่ายอินเทอร์เน็ต นำไปสู่แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน
โดยนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้แทนของประเทศไทยกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “แผนการขับเคลื่อนการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน: การสร้างศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน (National Policy on Digital Technology and Sustainable Development: Building Digital Hub of ASEAN)” งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “การเชื่อมต่อเพื่อการเติบโตร่วมกัน” (Connected for Shared Prosperity) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน MWC Shanghai 2021 ร่วมกับตัวแทนจากองค์กรภาครัฐหลากหลายประเทศ พร้อมเผยแพร่นโยบายในการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน ตามวิสัยทัศน์ของการเร่งเติบโตด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพทางสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น
นางวรรณพร กล่าวว่า เราได้พัฒนานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยแผนระดับชาตินี้จะทำหน้าที่เป็นแม่แบบซึ่งจะปฏิรูปกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ แนวทางปฏิบัติในภาคธุรกิจเอกชน รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างโครงข่ายอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยโครงการดิจิทัลเอสเอ็มอี เกษตรดิจิทัล อุตสาหกรรมดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ที่ผ่านมา ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันนวัตกรรมด้านดิจิทัลเพื่อส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้แก่เอสเอ็มอี บริษัทสตาร์ทอัพ หรือสถาบันการศึกษา เพื่อปูทางประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” และการเป็นดิจิทัลฮับแห่งอาเซียนอย่างเต็มตัว ตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ได้เกิดความร่วมมือกับหัวเว่ยในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม 5G EIC (Ecosystem Innovation Center) ในกรุงเทพฯ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมด้านดิจิทัลสำหรับแอปพลิเคชันและบริการด้าน 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และนวัตกรรมเหล่านี้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นไปได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชน ทั้งจากในประเทศและระหว่างประเทศ จึงจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ และใช้เทคโนโลยีสร้างอนาคตที่ดีกว่าขึ้นมาได้
ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคสังคม โดยเราจะเห็นได้จากกรณีศึกษาของผลกระทบเหล่านี้อย่างชัดเจนในช่วงเหตุการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ช่วยยกระดับคุณภาพทางสังคมให้ดีขึ้น ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงสุดจาก 176 ประเทศทั่วโลกจากดัชนี สปีดเทสต์ โกลบอล อินเดกซ์ (Speedtest Global Index) ของปี 2020 และยังเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เปิดให้บริการบนเทคโนโลยี 5G ในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ภาครัฐของไทยยังได้ริเริ่มโครงการที่มีส่วนผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไปแล้วหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งช่วยปรับกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยมีต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง โครงการเน็ตประชารัฐที่วางจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีในประเทศกว่า 24,700 จุด คิดเป็นความยาวสายใยแก้วนำแสงกว่า 80,000 กิโลเมตร และโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน (Digital Community Center: DCC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลในชุมชน ที่มีจำนวนศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนหรือศูนย์ดิจิทัลชุมชน มากถึง 2,277 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด และมีจำนวนบุคลากรอาสามากกว่า 2,300 คน เป็นต้น
